ประเทศไทยสร้างความก้าวหน้าในการพัฒนายาที่แม่นยำอย่างเป็นรูปธรรมสถาบันมะเร็งแห่งชาติ กรมการแพทย์และกระทรวงสาธารณสุขจับมือกัน บริษัท ไซโตออโรร่า ไบโอเทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด (CytoAurora Biotechnology) ลงนามบันทึกความร่วมมือ (MOU) เพื่อการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมยารักษาโรคมะเร็ง พร้อมผสานองค์ความรู้และเทคโนโลยีจากประเทศญี่ปุ่นและไต้หวัน หวังยกระดับศักยภาพการวินิจฉัยและรักษาโรคมะเร็งในประเทศไทยสู่มาตรฐานสากล
พิธีลงนามจัดขึ้นที่สถาบันมะเร็งแห่งชาติ โดยการมีส่วนร่วมของผู้จัดการ นักวิจัย และบุคลากรทางการแพทย์ นพ.ธนะรัชต์ อิ่มสุวรรณศรี รองผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการและการศึกษาทางการแพทย์ของสถาบันมะเร็งแห่งชาติรายงานก่อนหน้านี้ ร.ท.สมชาย ธนสิทธิชัย ผู้อำนวยการสถาบันมะเร็งแห่งชาติจะกล่าวเปิดงานและต้อนรับผู้เข้าร่วมงาน ดร.กฤษ อึ้งวิฑูรสถิตย์ ประธานกรรมการบริษัท ไซโตออโรรา ไบโอเทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด นำเสนอวิสัยทัศน์และแนวทางความร่วมมือระหว่างทั้งสององค์กร
หัวใจหลักของข้อตกลงความร่วมมือคือการรวมจุดแข็งของสถาบันมะเร็งแห่งชาติ ซึ่งมีความรู้ทางคลินิกและมีเครือข่ายผู้ป่วยทั่วประเทศ เข้ากันได้กับเทคโนโลยีชีวการแพทย์ CytoAurora รวมถึงการวินิจฉัยทางพยาธิวิทยาแบบดิจิทัล การวิเคราะห์ภูมิคุ้มกัน เทคโนโลยีการตรวจจับมะเร็ง (CTC) และเทคโนโลยีเซลล์ต้นกำเนิด (iPSC) เพื่อเร่งการวิจัยในการใช้งานทางคลินิกและการรักษาสำหรับผู้ป่วย
ชูเทคโนโลยี iPSC-CTC ปฏิวัติการรักษาโรคมะเร็ง
หลังจากพิธีลงนามได้มีการจัดเวทีวิชาการระดับนานาชาติ ดร.ชินสุเกะ โยชิดะ อดีตรองผู้อำนวยการมูลนิธิ CiRA มหาวิทยาลัยเกียวโต ประเทศญี่ปุ่น อธิบายการพัฒนาเทคโนโลยีเซลล์ต้นกำเนิดเหนี่ยวนำ (iPSC) ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่การค้นพบไปจนถึงการประยุกต์ใช้ในการรักษาผู้ป่วย
เทคโนโลยี ไอพีเอสซี เซลล์ในร่างกายปกติ เช่น เซลล์ผิวหนัง หรือเซลล์เม็ดเลือด จะถูกกำจัดออกไป มาปรับโปรแกรมให้มีคุณสมบัติเป็นสเต็มเซลล์อีกครั้งซึ่งสามารถพัฒนาเป็นเซลล์ประเภทต่างๆในร่างกายได้ ถือเป็นพื้นฐานสำคัญสำหรับเวชศาสตร์ฟื้นฟูและเซลล์บำบัดแห่งอนาคต ความรู้นี้เป็นผลงานของศาสตราจารย์ชินยะ ยามานากะ ผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาการแพทย์ประจำปี 2555
หัวข้อสำคัญอีกหัวข้อหนึ่งคือการบรรยายโดยศาสตราจารย์ Jou Hei-Jen รองผู้อำนวยการโรงพยาบาล Seventh-day Adventist Hospital และอดีตประธาน Taiwan Society for Precision Medicine ซึ่งแนะนำการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี CTC ในยุคของการแพทย์เฉพาะทาง
CTC หรือการตรวจหาเซลล์มะเร็งที่ลอยอยู่ในกระแสเลือด เป็นเทคโนโลยีการตรวจชิ้นเนื้อของเหลวที่ใช้เลือดเพียงเล็กน้อยเท่านั้น แทนการตัดชิ้นเนื้อแบบเดิมๆ ช่วยให้แพทย์วินิจฉัยได้ ติดตามผลการรักษา ประเมินการแพร่กระจายของโรค รวมถึงการตรวจหาการดื้อยาหรือการเกิดซ้ำของมะเร็งได้รวดเร็วและแม่นยำยิ่งขึ้น
ไทยรับการถ่ายทอดเทคโนโลยีจากญี่ปุ่น-ไต้หวัน
ความร่วมมือนี้ยังได้รับการสนับสนุนจากญี่ปุ่น โดยมีนายฮิโรอากิ คาวามูระ สมาชิกสภาจังหวัดชิบะ สิ่งนี้มีบทบาทในการส่งเสริมความร่วมมือระหว่าง CytoAurora และมหาวิทยาลัยชิบะ
เขากล่าวว่าความร่วมมือระหว่างญี่ปุ่น ไต้หวัน และไทยจะเป็นจุดเริ่มต้นในการสร้างเครือข่ายการวิจัยทางการแพทย์ระดับภูมิภาค โดยนำองค์ความรู้ iPSC จากประเทศญี่ปุ่น เทคโนโลยี CTC จากไต้หวัน และศักยภาพด้านสาธารณสุขของประเทศไทย ให้เราทำงานร่วมกันเพื่อปรับปรุงมาตรฐานการรักษาโรคมะเร็งในเอเชียในระยะยาว
เรากำลังวางรากฐานให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์ด้านชีวการแพทย์
ในฐานะส่วนหนึ่งของความร่วมมือ CytoAurora จะสนับสนุนเทคโนโลยีหลัก 4 รายการ ได้แก่ การทดสอบ CTC สำหรับการตรวจชิ้นเนื้อของเหลว พยาธิวิทยาดิจิทัลและการถ่ายภาพสไลด์ทั้งหมด การบำบัดด้วยภูมิคุ้มกัน และเทคโนโลยี iPSC เพื่อสนับสนุนการพัฒนาการบำบัดเซลล์ในอนาคต
การบูรณาการเทคโนโลยีเหล่านี้เข้ากับเครือข่ายทางคลินิกของสถาบันมะเร็งแห่งชาติจะช่วยปรับปรุงระบบการวินิจฉัย คัดกรอง และติดตามการรักษาโรคมะเร็งในประเทศไทยได้อย่างเต็มรูปแบบ ตั้งแต่ระดับเซลล์ไปจนถึงการรักษาทางคลินิก
นอกจากนี้ประเทศไทยยังได้รับการถ่ายทอดองค์ความรู้จากผู้เชี่ยวชาญระดับโลก การเสริมสร้างศักยภาพของนักวิจัยและบุคลากรทางการแพทย์ในด้านเวชศาสตร์เฉพาะทางและเวชศาสตร์ฟื้นฟู รวมถึงการสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านการวิจัยและเทคโนโลยีชีวภาพ นี่จะเป็นปัจจัยสำคัญในการทำให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการแพทย์และเทคโนโลยีชีวภาพของอาเซียน
ในสายตาของสาธารณชน ความร่วมมือครั้งนี้จะช่วยให้ผู้ป่วยโรคมะเร็งสามารถเข้าถึงการวินิจฉัยและการรักษาระดับสูงในประเทศได้ ลดความจำเป็นในการเดินทางไปต่างประเทศเพื่อรับการรักษา
ในขณะเดียวกันเทคโนโลยี CTC จะช่วยในการติดตามโรคได้อย่างแม่นยำและลดความเจ็บปวดระหว่างการตัดชิ้นเนื้อ ความรู้เกี่ยวกับ iPSC จะเป็นพื้นฐานสำคัญสำหรับการพัฒนาเซลล์บำบัดในอนาคต มีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มโอกาสในการตรวจพบโรคตั้งแต่เนิ่นๆ ในระยะยาวจะปรับปรุงประสิทธิภาพการรักษาและคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยมะเร็งไทย






