​ต่างชาติลงทุนไทยไตรมาสแรก 347 ราย นำเงินเข้า 9.77 หมื่นล้าน จ้างงาน 3,132 คน

รูปภาพ

กระทรวงพัฒนาธุรกิจเผยนักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนในประเทศไทย 347 รายในไตรมาสแรกของปี 2569 เพิ่มขึ้น 28% ทุ่มเงินลงทุน 97,780 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 108% มีการจ้างงานคนไทย 3,132 คน เพิ่มขึ้น 95% จีนกลายเป็นการลงทุนเชิงมูลค่าอันดับหนึ่ง รองลงมาคือญี่ปุ่น สิงคโปร์ ฮ่องกง และสหรัฐอเมริกา การลงทุนใน EEC เพียงอย่างเดียวรวม 108 เพิ่มขึ้น 23% มูลค่าการลงทุน 44,001 ล้านบาท

นายพูลพงศ์ ไนยนภากร อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจ กระทรวงพาณิชย์ เลขาธิการคณะกรรมการการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว เปิดเผยว่า การลงทุนจากต่างประเทศในช่วงไตรมาสแรกของปี 2569 (มกราคม-มีนาคม) เปิดโอกาสให้คนต่างด้าวเข้ามาลงทุนในบริษัทในประเทศไทยตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 ได้ 347 ราย เพิ่มขึ้น 28% เป็นการลงทุนผ่านช่องทางการขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจสำหรับคนต่างด้าว (78 ราย) และการขอหนังสือรับรองการประกอบธุรกิจสำหรับคนต่างด้าว (ผ่านช่องทางการลงทุนภายใต้กฎหมายส่งเสริมการลงทุนหรือได้รับอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และการใช้สิทธิตามสัญญาหรือข้อตกลงระหว่างประเทศ) 269 ราย มูลค่าการลงทุนรวม 97,780 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 108% และการจ้างงานคนไทย 3,132 คน เพิ่มขึ้น 95%

ชาวต่างชาติที่เข้ามาลงทุน 5 อันดับแรก ได้แก่ 1. สหรัฐฯ จำนวน 61 คน คิดเป็นร้อยละ 18 ของจำนวนบริษัทต่างชาติในประเทศไทย ลงทุน 5,903 ล้านบาท ในบริษัทต่างๆ เช่น บริษัทให้บริการด้านวิศวกรรม บริษัทโฆษณา และบริษัทผู้ให้บริการศูนย์กีฬา และฟิตเนสเซ็นเตอร์ บริษัทให้บริการจัดการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ (บริษัทส่งต่อ)

2.ญี่ปุ่น: 55 แห่ง ซึ่งคิดเป็น 16% ของบริษัทต่างชาติทั้งหมดในประเทศไทย ลงทุน 21,240 ล้านบาท ในองค์กรต่างๆ เช่น บริษัทผู้ให้บริการด้านวิศวกรรมและเทคนิค เช่น การวิเคราะห์บอร์ดเครื่องจักร เพื่อค้นหาสาเหตุในกรณีที่เกิดเหตุขัดข้อง เป็นต้น ธุรกิจบริการให้สิทธิแก่ผู้ประกอบการบริการบำรุงรักษารถยนต์เร่งด่วน (Fast Fit) และบริษัทผู้ให้บริการพัฒนาซอฟต์แวร์ ธุรกิจบริการผลิตสินค้า เช่น การประกอบแผงวงจรพิมพ์ (PCBA) ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และแม่พิมพ์สำหรับยานยนต์ เป็นต้น

3. ชาวจีน 54 ราย คิดเป็น 16% ของบริษัทต่างชาติทั้งหมดในไทย ลงทุน 22,042 ล้านบาท ในธุรกิจต่างๆ เช่น การทำเครื่องประดับเงิน ธุรกิจค้าส่ง เช่น เครื่องพิมพ์บาร์โค้ด และสายสวนบอลลูนเพื่อขยายหลอดเลือดหัวใจ เป็นต้น ธุรกิจบริการพัฒนาซอฟต์แวร์ ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น สินค้าที่ผลิตจากกระดาษรีไซเคิล ยางรถยนต์ และผลิตภัณฑ์เคมีภัณฑ์เพื่ออุตสาหกรรม เป็นต้น

4. สิงคโปร์: 44 บริษัท คิดเป็น 13% ของจำนวนบริษัทต่างชาติในประเทศไทย ลงทุน 18,547 ล้านบาท ในธุรกิจต่างๆ เช่น ธุรกิจค้าส่ง เช่น แบตเตอรี่สำหรับยานพาหนะ เครื่องจักร และเครื่องจักร เป็นต้น ธุรกิจบริการคลาวด์ ธุรกิจบริการศูนย์กระจายสินค้าด้วยระบบที่ทันสมัย ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น ชิ้นส่วนสมาร์ทการ์ด พลังงานแสงอาทิตย์ และชิ้นส่วนช่วงล่างรถยนต์ เป็นต้น

5. ฮ่องกง: 33 บริษัท คิดเป็น 10% ของบริษัทต่างชาติทั้งหมดในประเทศไทย ลงทุน 6,950 ล้านบาท ในธุรกิจต่างๆ เช่น บริษัทให้บริการด้านวิศวกรรมและเทคนิค เช่น บริการติดตั้ง ให้คำปรึกษาและแนะนำทางเทคนิคที่เกี่ยวข้องกับการปรับแต่ง บำรุงรักษา และซ่อมแซมเครื่องจักร อุปกรณ์ และระบบต่างๆ เป็นต้น บริษัทให้บริการจัดหาผู้ประกอบการและผู้ให้บริการในประเทศไทยในด้านที่พัก ตั๋วเดินทาง ร้านอาหาร ธุรกิจบริการพัฒนาซอฟต์แวร์ อัพเดต ธุรกิจบริการรับเหมาผลิตผลิตภัณฑ์ เช่น ผลิตภัณฑ์ทันตกรรม ผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ในสำนักงานและชิ้นส่วนและผลิตภัณฑ์โลหะ เป็นต้น

ส่วนการลงทุนจากต่างประเทศเข้ามาส่วนใหญ่มาจากการลงทุนตามพระราชบัญญัติส่งเสริมการลงทุน (BOI) ถึง 155 ราย คิดเป็นร้อยละ 45 ของจำนวนการอนุมัติที่ออกทั้งหมด 347 ราย มีมูลค่าการลงทุน 52,403 ล้านบาท ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายภาครัฐในการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ มุ่งเน้นไปที่อุตสาหกรรมในอนาคต เช่น เทคโนโลยีล้ำสมัย ดิจิทัล AI ยานพาหนะไฟฟ้า พลังงานสะอาด และอาหารเกษตร บริษัทหลัก 3 ประเภทที่ได้รับอนุญาตผ่านช่องทาง BOI ได้แก่ 1. บริษัทผู้ให้บริการรับจ้างผลิตผลิตภัณฑ์ เช่น ผลิตภัณฑ์กระดาษรีไซเคิล ยางสำหรับรถยนต์และโครงเครื่องยนต์อากาศยาน ฯลฯ สนับสนุนการพัฒนาการผลิตที่มีมูลค่าเพิ่มสูง 2. บริษัทผู้ให้บริการคุณภาพสูง เช่น สำนักงานสนับสนุนการค้าและการลงทุน (TISO) และบริษัทศูนย์กลางธุรกิจระหว่างประเทศ (ศูนย์ธุรกิจระหว่างประเทศ: IBC) และศูนย์จัดซื้อวัตถุดิบสำหรับชิ้นส่วนและส่วนประกอบระหว่างประเทศ (สำนักงานจัดซื้อระหว่างประเทศ: IPO) ซึ่งเป็นบริษัทที่มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางการค้าและการลงทุนระดับภูมิภาค 3.บริษัทผู้ให้บริการคอมพิวเตอร์ เช่น การพัฒนาซอฟต์แวร์ แพลตฟอร์ม ฯลฯ ที่บรรลุเป้าหมายของเศรษฐกิจดิจิทัลและบริการ AI

ส่วนการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติในจังหวัด EEC ในไตรมาสแรกของปี 2569 มี 108 ราย คิดเป็น 31% ของจำนวนนักลงทุนต่างชาติในประเทศไทย เพิ่มขึ้น 23% มีมูลค่าการลงทุน 44,001 ล้านบาท คิดเป็น 45% ของเงินลงทุนทั้งหมด โดยมีนักลงทุนจากประเทศจีน 37 ราย ลงทุน 19,535 ล้านบาท ญี่ปุ่น 19 ราย ลงทุน 4,839 ล้านบาท สิงคโปร์ 15 ราย ลงทุน 7,652 ล้านบาท และประเทศอื่นๆ 37 ราย ลงทุน 11,975 ล้านบาท บริษัทที่ลงทุนประกอบด้วยธุรกิจบำรุงรักษาส่วนห้องโดยสารของเครื่องบินและชิ้นส่วนของเครื่องบินทหาร ประกอบกิจการบริการพัฒนาชิ้นส่วนยางหรือเรซินทุกชนิด ธุรกิจบริการซ่อมแซมและบำรุงรักษาผลิตภัณฑ์ อุปกรณ์โทรคมนาคมสำหรับระบบใยแก้วนำแสง ธุรกิจบริการผลิตสินค้า เช่น การประกอบแผงวงจรพิมพ์ (PCBA) เคสเครื่องยนต์อากาศยาน และผลิตภัณฑ์และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ในสำนักงาน เป็นต้น

ในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2569 เพียงเดือนเดียว ชาวต่างชาติ 104 รายได้รับอนุญาตให้ทำธุรกิจในประเทศไทย โดย 31 รายเป็นการลงทุนผ่านการได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวและยื่นขอใบรับรองการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว (ผ่านช่องทางการลงทุนที่ได้รับอนุญาตภายใต้กฎหมายส่งเสริมการลงทุนหรือตามกฎหมายการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และใช้สิทธิตามสัญญาหรือข้อตกลงระหว่างประเทศ) จำนวน 73 ราย มูลค่าเงินลงทุนรวม 33,351 ล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวต่างชาติจากสิงคโปร์ ญี่ปุ่น และสหรัฐอเมริกา ตามลำดับ นักลงทุนไทย 494 คนถูกจ้างงานโดยนักลงทุนที่ยื่นขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจในต่างประเทศ รวมถึงการถ่ายทอดเทคโนโลยีซึ่งเป็นความเชี่ยวชาญโดยตรงจากประเทศที่ลงทุนมาสู่คนไทย เช่น ความรู้ด้านการตรวจสอบสิ่งแวดล้อมและการควบคุมสถานีจ่ายน้ำมันและก๊าซ ความรู้เกี่ยวกับการวิเคราะห์ของเสียและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มอัตราการรีไซเคิลตลอดจนความรู้เกี่ยวกับระบบการจัดการคลังสินค้า ฯลฯ

ติดตามข่าวสารได้อย่างรวดเร็ว
ส่งตรงไปยังโทรศัพท์มือถือของคุณ คลิกเลย.

ติดตามข่าวสารได้ที่ทวิตเตอร์
คลิก “ติดตาม” ด้านล่าง