คำว่า เลอะเทอะ มีหลายความหมาย ข้อหนึ่งหมายถึง “อาหารเหลือ” หรือ “ของเหลวสกปรก” ที่ใช้เลี้ยงสัตว์หรือทิ้งไป เมื่อนำมาใช้กับงานที่สร้างโดยใช้ AI ย่อมมีความหมายชัดเจนว่าเป็นงานที่ใช้ AI ผลิตโดยไม่มีมาตรฐาน ง่ายและรวดเร็วเกินไป ไม่ใช่งานที่เตรียมไว้อย่างรอบคอบ แต่เป็น “ข้อมูลของเหลว” ที่หลั่งไหลเข้ามาสู่โลกออนไลน์โดยไม่ใส่ใจมาตรฐานข้อมูล และความน่าเชื่อถือ
โดยทั่วไป AI slop เป็นงานที่ขาดความคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์ ไม่สอดคล้องกับบริบท วัฒนธรรม หรือความเป็นจริง เต็มไปด้วยข้อผิดพลาดด้านเนื้อหาและภาพ ผลิตตามปริมาณและไม่เน้นคุณภาพ ตัวอย่างเช่น มุ่งเน้นไปที่การครอบครองพื้นที่ดิจิทัลมากกว่าการสื่อสารข้อมูล
เว็บไซต์ข่าวต่างประเทศบางแห่งถูกจับได้ว่าใช้ AI เพื่อสร้างข่าวกีฬาและการเงินจำนวนมากจนตัวเลขไม่ถูกต้อง ชื่อของนักกีฬาสะกดผิดและเขาให้คำแนะนำการลงทุนที่เป็นอันตราย แต่ถูกตีพิมพ์ภายใต้ชื่อ “กองบรรณาธิการ”
แพลตฟอร์มขายรูปภาพที่ใช้ AI วาดภาพจำนวนมาก แต่เป็นงานที่ไม่สมส่วนต่อกัน เช่น คนมีนิ้วหกนิ้วที่แขนบิดผิดข้อ แต่เขาก็ยังขายมันได้ เนื่องจากทีมงานตรวจสอบไม่สามารถจัดการจำนวนเงินได้
ขยะ AI ไม่ใช่แค่ขยะดิจิทัล แต่เป็นปรากฏการณ์ทางวัฒนธรรมที่สะท้อนถึงแง่มุมต่างๆ ของโลกสมัยใหม่ ในโลกวัฒนธรรมดิจิทัลปัจจุบัน คำว่า “AI slop” หมายถึง “เนื้อหาที่ผลิตซ้ำอย่างไม่ระมัดระวังโดยระบบ AI โดยไม่มีความหมาย ความเกี่ยวข้อง หรือความซื่อสัตย์กับแหล่งข้อมูล” ส่งผลให้คุณภาพไม่ดีอย่างล้นหลามทั้งในแง่ของรูปแบบ เนื้อหา และความตั้งใจของผู้ผลิต Slop Slope ทำให้ข้อมูลที่มีคุณภาพมองเห็นได้น้อยลง จนผู้รับไม่แน่ใจว่าอันไหนจริง อันไหนปลอม อันไหนมีค่า
AI slop ช่วยให้ทุกคนสร้างงานได้ง่ายขึ้น แต่สร้างภาพลวงตาว่าทุกคนคือผู้เชี่ยวชาญ และแม้ว่างานจำนวนมากจะไม่เป็นไปตามข้อกำหนดพื้นฐานเช่นความถูกต้องของข้อเท็จจริงก็ตาม หรือความสัมพันธ์เชิงตรรกะ
นี่คือปรากฏการณ์ของผู้เขียนปลอม ศิลปินปลอม และผู้เชี่ยวชาญปลอม ที่กำลังท่วมโลกโซเชียลทุกวันนี้
เบื้องหลังการแพร่ระบาดของ AI ไม่ใช่แค่ความเกียจคร้านหรือความประมาทของผู้ผลิตเท่านั้น แต่เป็นโครงสร้างของเศรษฐกิจดิจิทัลที่ทำให้งานประเภทนี้เป็นไปได้ วัฒนธรรม AI slop ช่วยให้ผู้สร้างเนื้อหาปั่นงานออกมาเหมือนสายการประกอบ ด้วยต้นทุนที่เกือบเป็นศูนย์ จึงมีแรงจูงใจที่จะผลิต “มากขึ้น” แทนที่จะเป็น “ดี” ผ่านแพลตฟอร์มเช่น Facebook, TikTok, YouTube และ Google ที่ให้รางวัลแก่ปริมาณมากกว่าคุณภาพ
โมเดลธุรกิจของแพลตฟอร์มเหล่านี้ลงทุนในปริมาณเนื้อหามากกว่าคุณภาพ และทั้งหมดแข่งขันกันเพื่อเวลาและความสนใจของผู้ใช้ เพราะยิ่งมีเนื้อหามาก ผู้ใช้ก็ยิ่งเลื่อนดูสิ่งต่างๆ มากขึ้น แต่ผู้ใช้จะใช้เวลาตรงต่อเวลามากขึ้นเท่านั้น อย่างไรก็ตาม ยิ่งคุณขายโฆษณาได้มากเท่าใด คุณก็จะได้รับรายได้จากการโฆษณาต่อการดูมากขึ้นเท่านั้น ไม่ใช่การกล่าวถึงคุณค่าของงาน
แต่ถ้าเรามองอย่างสร้างสรรค์เราก็สามารถใช้แนวคิดนี้เป็นกรอบการวิเคราะห์การเมืองไทยได้ มองโครงสร้างการเมืองที่เสื่อมโทรมลงจนระบบเต็มไปด้วย “เนื้อหาทางการเมืองกลวงๆ” หรือ “พฤติกรรมไร้สารการเมือง” ก็คล้ายเรื่องไร้สาระที่เกิดขึ้นในโลกออนไลน์ ปรากฏการณ์ที่สอดคล้องกับกระบวนทัศน์นี้อย่างมากคือการปลิงและการสร้างเครือข่ายอุปถัมภ์ และการสับเปลี่ยนพรรคการเมืองของนักการเมืองไทยซึ่งเป็นวัฒนธรรมทางการเมืองที่มีมายาวนาน
“การดูด” กลายเป็นการผลิต “นักการเมืองสำเร็จรูป” จู่ๆ ก็เพิ่มน้ำหนักอำนาจของพรรคใดพรรคหนึ่ง ในขณะที่ “การเมือง” และ “อุดมการณ์” กลายเป็นแรงกระตุ้นหรือคำสั่งที่ป้อนเข้าสู่ระบบ แต่ผลที่ได้กลับเป็นเพียงเสียงพูดคุยที่ดูเหมือนจะมีเนื้อหาบางอย่าง แต่ไม่มีความลึกและไม่มีการเชื่อมโยงที่แท้จริงกับผู้คน
ในสังคมที่ช่องว่างการรับรู้ของผู้คนแตกต่างกันมาก ข้อมูลถูกเก็บรวบรวมอย่างไม่มีระบบ พวกเขายังทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะ เรามักพบข้อผิดพลาดที่ไม่สามารถตรวจสอบได้และเกิดซ้ำโดยไม่คำนึงถึงบริบทที่แท้จริง สิ่งนี้คล้ายกับระบบอุปถัมภ์ไทย-ไทย ซึ่งนักการเมืองมาจากเครือข่ายผลประโยชน์มากกว่ากระบวนการตรวจสอบเชิงคุณภาพ ระบบอุปถัมภ์ของไทยมักให้ความสำคัญกับความสามารถในการระดมคะแนนเสียง การพบว่าเครือข่ายการเมืองควบคุมกลไกอำนาจและการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ ส่วนคำถามเกี่ยวกับคุณสมบัติ ความรู้ ความเป็นมืออาชีพ หรือความมุ่งมั่นต่ออุดมการณ์นั้นเป็นตัวแปรรอง
จึงไม่น่าแปลกใจที่นักการเมืองจำนวนหนึ่งสามารถสลับพรรคได้โดยไม่รู้สึกถึงความขัดแย้งทางอุดมการณ์ เพราะตั้งแต่เริ่มต้น “อัตลักษณ์ทางการเมือง” จะต้องไม่ขึ้นอยู่กับคุณภาพ อย่างไรก็ตาม ก่อตั้งขึ้นจาก “หน้าที่การเลือกตั้ง” ในขณะที่พรรคการเมืองไทยจำนวนมากไม่ใช่ “สถาบัน” แต่เป็น “แบรนด์ส่วนบุคคล” เมื่อพรรคการเมืองขาดโครงสร้างอุดมการณ์ที่เข้มแข็ง รวมนักการเมืองในพรรคเพื่อเพิ่มอำนาจการต่อรองจึงคล้ายกับการใส่ “คำพูด” หรือ “ภาพ” ที่สร้างโดย AI ไว้ในที่ต่างๆ เพื่อให้งานดูแน่นยิ่งขึ้น แต่สาระสำคัญไม่เปลี่ยนแปลง ส่งผลให้ระบบพรรคการเมืองไม่สามารถทำหน้าที่กรองคุณภาพของนักการเมืองได้
พรรคการเมืองในระบบประชาธิปไตยควรมีหน้าที่กำหนดอุดมการณ์และวิสัยทัศน์ กรองประชาชน และขับเคลื่อนนโยบาย แต่ในระบบการเมืองไทยมีหลายพรรคเสมือนจริง “ค่ายผลิตเนื้อหาการเมือง” เสนอแนวทาง AI slop นโยบายดังกล่าวไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับอุดมการณ์ของพรรค เพราะอุดมการณ์ไม่ใช่รากฐานของการเมืองไทย แต่เป็นเพียง “องค์ประกอบ” ของเนื้อหาทางการเมืองเท่านั้น
เป้าหมายหลักคือการเพิ่มจำนวน ส.ส. ซึ่งน่าจะนำไปสู่อำนาจต่อรองในรัฐสภา และการควบคุมส่วนราชการหรือทรัพยากรของรัฐ
“ดูดนักการเมืองเข้าพรรค” กล่าวอีกนัยหนึ่งก็เหมือนกับการสร้างภาพขยายพรรค ฝ่ายต่าง ๆ จึงแข่งขันกันเอง ใครจะดูดได้มากกว่านี้? ใครเป็นคนรู้สึกว่า ส.ส. มีส่วนร่วมมากกว่า? ใครมีคนดังมากกว่ากัน? อย่างไรก็ตาม คำถามก็คือว่าปริมาณเหล่านี้เกี่ยวข้องกับคุณภาพหรือไม่ ระบอบการเมือง Slope ไม่สนใจประเด็นนี้ เพราะ “ปริมาณ” สำคัญกว่า “เนื้อหา” หรือถ้าเราพูดภาษา AI Slop ก็แปลว่าจะมีการสรรหา ส.ส. จำนวนมากในการเลือกตั้งครั้งนี้ มีฟีเจอร์คล้ายกับ “เพิ่มข้อมูลสังเคราะห์” ให้กับระบบเพื่อให้ดูเหมือนโมเดลที่ใหญ่และแข็งแกร่งยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตามคุณภาพยังไม่ดีขึ้นจริงๆ
เมื่อข้อมูลที่ผู้บริโภคเคยชินกับเรื่องไร้สาระหรือคนไทยหลายๆ คนสามารถรับเนื้อหาเรื่องไร้สาระได้จนคุ้นเคย ไม่ว่าจะเป็นข่าวการย้ายพรรค การเจรจาต่อรองตำแหน่ง การเมืองแบบกลุ่ม การเมืองแบบสบาย ๆ
เมื่อเรื่องเหลวไหลกลายเป็นเรื่องปกติใหม่ ผู้คนจึงไม่รู้สึกว่าพฤติกรรมเหล่านี้ผิดปกติอีกต่อไป และไม่ต้องการคุณภาพทางการเมืองเพราะระบบยังคงลดความคาดหวังของประชาชน
เมื่อสิ่งนี้เกิดขึ้น ยิ่งระบบการเมืองมีความผันผวนมากเท่าใด โอกาสที่ “ลัทธิเผด็จการแบบนุ่มนวล” จะเจริญรุ่งเรืองก็ยิ่งมีมากขึ้นเท่านั้น เพราะคนไม่เห็นความแตกต่างระหว่างการเมืองที่ดีและการเมืองต่ำซึ่งเต็มไปด้วยนักการเมืองที่เลอะเทอะซึ่งเป็นเพียงโพรงในอุดมการณ์ แค่อยากเป็นรัฐมนตรี มีงบลงพื้นที่ แลกเปลี่ยนผลประโยชน์กับผู้มีอิทธิพล หรือเป็นตัวแปรสำคัญในการจัดตั้งรัฐบาล
นี่คือสภาวะ “ความเลอะเทอะ” ของการเมืองไทย
ประเทศชาติจะคงอยู่ในความลำบากไปอีกนาน ก็ไม่ต่างจากแพลตฟอร์มออนไลน์ที่เต็มไปด้วยเนื้อหาคุณภาพต่ำ แต่ถ้าสังคมเริ่มตระหนักถึงคุณค่าของ “ข้อมูลทางการเมืองคุณภาพสูง” เช่น นโยบายเชิงโครงสร้าง นักการเมืองที่ยึดมั่นในอุดมคติ พรรคที่มีหลักการที่ชัดเจน เราก็สามารถสร้างระบบ “ความรู้ความเข้าใจ” ได้มากขึ้น เช่น โมเดลอัลกอริทึมที่ได้รับข้อมูลการฝึกอบรมที่ดี หลากหลาย และครอบคลุม
และนี่คือจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงในระบอบประชาธิปไตยไทยจาก “การเมืองที่ล่มสลายของ AI” มาเป็น “ข่าวกรองทางการเมือง”
ดร.ฐิติ สุวรรณทัต







